20 มกราคม 2560

Ewha Dh guesthouse รับจองบัตรคอนเสิร์ตเกาหลี พร้อมที่พักย่านอีแด


สวัสดีแฟนเคป๊อบทุกคนค่ะ เข้าสู่ปี 2017 แล้ว ที่เกาหลีก็มีคอนเสิร์ตดีๆ มากมายให้เหล่าสาวกอย่างเราๆ ได้ตามไปชมกันถึงที่ หลายคนรู้จักเกสเฮ้าส์ย่านอีแดที่ชื่อว่า Ewha Dh guesthouse กันแล้ว ซึ่งนอกจากที่พักแล้วนั้น เจ้าของอย่าง แดนนี่ โอปป้า ยัง "รับจองบัตรคอนเสิร์ต" ทุกงานอีกด้วย ใครอยากจะบินไปดูแบบตามติดชิดขอบเวทีที่เกาหลีแล้วล่ะก็ สามารถติดต่อแดนนี่ได้โดยตรงเลยนะคะ


ช่องทางการติดต่อ (ภาษาอังกฤษ, ภาษาเกาหลี)
Line : @lrq8895z
Twitter : twitter.com/dannyoppakpop
Facebook : www.facebook.com/ewhadhguesthouse

ซึ่งจะต้องการเพียง ตั๋วคอนเสิร์ตเพียงอย่างเดียว หรือ ตั๋วคอนเสิร์ต + ห้องพักที่ Ewha Dh guesthouse ก็ได้เช่นกันจ้า แต่อย่าลืมติดต่อล่วงหน้านานนิดนึงนะคะ เพราะแดนนี่ตอบไลน์ช้ามากกกก ถ้าติดต่อแบบกระชั้นชิด อาจจะหาบัตรไม่ทันนะคะ

มาอัพเดตกันด้วยงานแรกของเดือนเมษายน 'LEE JOON GI 'THANK YOU' FAN MEETING IN SEOUL'  ในวันที่ 15 เมษายน 2017 ที่ Seoul's Olympic Park Olympic Hall ใครกรี๊ดหนุ่มน่ารักคนนี้แล้วล่ะก็ อย่าลืมตามไปให้กำลังใจกันนะคะ


อีกงานที่ไม่ไปไม่ได้แล้วววว กับคอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่แห่งปี Dream Concert 2017 เพราะงานนี้มี EXO มาด้วย คอนเสิร์ตมีวันที่ 3 มิถุนายน 2017 ที่ World Cup Stadium ใครกลัวจองบัตรไม่ทัน ติดต่อผ่านทางแดนนี่ได้จ้า



และสำหรับการเข้าชมรายการเพลงสุดฮิต Every Week Music Programs ที่หลายคนอยากที่จะได้ลองเข้าชมสักครั้ง ฝันจะไม่เป็นแค่ฝันอีกต่อไป เพราะแดนนี่สามารถหาบัตรเข้าชมให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นรายการเพลง The show (วันอังคาร), Show champion (วันพุธ), M countdown (วันพฤหัสบดี), Music bank (วันศุกร์), Show! Music core (วันเสาร์) และ Inkigayo (วันอาทิตย์) ใครจะตามไปให้กำลังใจเวลาศิลปินที่ชอบคัมแบ็ค ก็ติดต่อแดนนี่ได้เลยในทุกสัปดาห์จ้า




นอกจากนี้แล้วทาง Ewha Dh guesthouse เขาก็มีโปรแกรมทัวร์พิเศษมานำเสนอด้วยล่ะค่ะ เป็นทัวร์แบบส่วนตัว Korea Private Tour รับกลุ่มละ 4-12 คน ค่าใช้จ่าย คนละ 100000 วอน (ประมาณ 3000 บาท) ซึ่งราคานี้รวมค่าบริการ, ค่าเข้าชมสถานที่, ค่าเดินทาง และค่าคนขับรถ เรียบร้อยแล้วนะคะ (ไม่รวมค่าอาหาร) โดยมีแดนนี่โอปป้าเป็นไกด์ ที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ สบายใจหายห่วงค่ะ ใครสนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติม หรือจองทัวร์ได้ ตามช่องทางนี้เลย

EMAIL : ewhadhguesthouse@gmail.com
LINE : ohmydanny
Facebook : www.facebook.com/EwhaDHguesthouse



โดยสามารถเลือกสถานที่ที่ต้องการไปชม ได้ 3 สถานที่ ดังนี้
- Nami Island
- Running Man Ride Bike
- Strawberry Farm
- Petite France
- Morning Calm Garden
- Edelweiss Swiss Theme Park

ส่วนตารางทัวร์ใน 1 วันจะเป็นตามนี้ค่ะ
09:30 ออกจากที่พัก
11:00 - 12:30  เข้าชมสถานที่แรก
13:00 - 14:00  รับประทานอาหารกลางวัน (ทัคคาลบี)
14:30 - 16:00  เข้าชมสถานที่ที่สอง
16:30 - 18:00  เข้าชมสถานที่ที่สาม
19:30 กลับเข้าโซล


ใครที่อยากจะจัดแพลนเที่ยวแบบส่วนตัวกับเพื่อนหรือครอบครัว โดยมีคนพาไปด้วยรถส่วนตัว เดินทางสะดวก สบาย แล้วล่ะก็ ติดต่อทัวร์จาก Ewha Dh guesthouse ได้เลยจ้า


หรือหากใครไม่ได้จะไปชมคอนเสิร์ต หรือจองทัวร์ แต่กำลังมองหาที่พักดีๆ ไม่ไกลจากสถานีรถไฟใต้ดินแล้วล่ะก็ สามารถ จองห้องพักเพียงอย่างเดียว ก็ได้ค่ะ โดยติดต่อตามช่องทางด้านบนได้เลย และสามารถดูรายละเอียดห้องพักและราคาที่ Ewha Dh guesthouse ได้ที่นี่  







สุดท้าย นอกไปจากตั๋วคอนเสิร์ต และที่พักที่ Ewha Dh guesthouse แล้วนั้น แดนนี่โอปป้ายังเสนอคอร์สเรียนภาษาเกาหลี สำหรับคนที่สนใจอยากจะมาเรียนภาษาเกาหลีถึงถิ่น โดยจะเป็นคนจัดการสมัครและดำเนินการทุกอย่างให้ เพื่อให้การเริ่มต้นของคุณง่ายขึ้นค่ะ ทั้งยังสามารถพักที่ Ewha Dh guesthouse ตลอดช่วงการศึกษาได้ในราคาพิเศษเช่นกัน เพราะมหาวิทยาลัย หรือสถาบันสอนภาษา ที่อยู่ใกล้กับเกสเฮ้าส์นั้น ก็มีหลายที่ค่ะ (ที่พักตั้งอยู่ใกล้สถานี Ewha Womans Uni.)

สำหรับสถานที่เรียนภาษาเกาหลีนั้น ทางแดนนี่โอปป้าก็มีมาให้เลือกทั้งหมด 4 ที่ด้วยกัน รายละเอียดคอร์สและราคาตามนี้ค่ะ (ต้องการข้อมูลช่วงเวลาของการเรียน หรือข้อมูลอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ ให้สอบถามทางแดนนี่โอปป้าโดยตรงนะคะ)

1.คอร์สเรียนภาษามหาวิทยาลัยยอนเซ (Yonsei University) 
ค่าเรียน : 1,680,000 วอน (ประมาณ 50,400 บาท) 
ค่าลงทะเบียน : 80,000 วอน (ประมาณ 2,400 บาท)
วันที่เรียน : จันทร์-ศุกร์
เวลา : 9:00-13:00 หรือ 13:40-17:40 (แล้วแต่จะเลือกลง)
ระยะเวลาเรียน : 10 สัปดาห์ (รวม 200 ชั่วโมง)


2.คอร์สเรียนภาษามหาวิทยาลัยซอกัง (Sogang University)
ค่าเรียน : 1,600,000 (ประมาณ 48,000 บาท)
ค่าลงทะเบียน : 60,000 วอน (ประมาณ 1,800 บาท)
วันที่เรียน : จันทร์-ศุกร์
เวลา : 9:00-13:00
ระยะเวลาเรียน : 10 สัปดาห์ (รวม 200 ชั่วโมง)


3.คอร์สเรียนภาษามหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา (Ewha Womans University)
ค่าเรียน : 1,540,000 วอน (ประมาณ 46,200 บาท)
ค่าลงทะเบียน : 60,000 วอน (ประมาณ 1,800 บาท)
วันที่เรียน : จันทร์-ศุกร์
เวลา : 9:00-13:00
ระยะเวลาเรียน : 10 สัปดาห์ (รวม 200 ชั่วโมง)


4.คอร์สเรียนภาษาสถาบันสอนภาษา Best Friend
ค่าเรียน : 692,000 วอน (ประมาณ 20,760 บาท)
ค่าลงทะเบียน : 112,000 วอน (ประมาณ 3,360 บาท)
วันที่เรียน : จันทร์, อังคาร, พฤหัสบดี, ศุกร์
เวลา : 10:00-13:00 หรือ 14:00-17:00 (แล้วแต่จะเลือกลง)
ระยะเวลาเรียน : 4 สัปดาห์ (รวม 48 ชั่วโมง)


ใครสนใจคอนเสิร์ต ที่พัก หรือคอร์สเรียนภาษา ก็อย่ารอช้า รีบติดต่อแดนนี่โอปป้าได้เลยนะคะ หากจะไปเที่ยวเกาหลีกันแล้ว ติ่งอย่างเราก็ไม่ควรพลาดคอนเสิร์ตดีๆ ด้วย และถ้าหากกำลังหาตั๋วคอนเสิร์ตเหล่านี้อยู่ล่ะก็ หรืองานอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ก็ตาม สามารถติดต่อแดนนี่โอปป้า จาก Ewha Dh guesthouse ได้เลยจ้า

16 มกราคม 2560

วิธีใช้บริการรถไฟ SRT


ก่อนหน้านี้มินได้แนะนำให้ทุกคนรู้จักกับรถไฟแบบใหม่ของทางเกาหลีอย่าง SRT กันไปแล้วนะคะ และนับถึงตอนนี้ก็ได้เปิดให้บริการมาแล้วกว่าหนึ่งเดือน ซึ่งหลายคนก็สนใจที่อยากจะไปลองใช้บริการกันบ้าง ด้วยเพราะค่าบริการที่ถูกกว่า KTX วันนี้มินเลยจะมาแนะนำวิธีใช้บริการรถไฟ SRT นี้กันค่ะ


ก่อนอื่นเลยจะต้องมาขึ้นรถไฟที่สถานีซูซอ (Suseo Station) กันก่อนนะคะ เดินทางมาได้โดยรถไฟใต้ดินสาย 3 สีส้ม หรือ สาย Bundang สีเหลือง ก็ได้ มาลงที่ Suseo Station แบบนี้


จากนั้นเดินขึ้นบันไดเดินตามป้าย SRT ไปค่ะ





เดินประมาณ 5 นาที ก็จะมาถึงสถานีรถไฟ SRT แล้วล่ะค่ะ


เดินลงไปที่ชั้นล่างแบบนี้ ก็จะเจอเคาน์เตอร์ขายตั๋ว สามารถซื้อตั๋วรถไฟที่นี่ได้เลยค่ะ คลิกเพื่อดูตารางรถไฟและราคา


สำหรับใครที่มีกระเป๋าเดินทางมาด้วย และอยากจะหาที่ฝาก ในสถานีรถไฟนี้เขามีล็อกเกอร์สำหรับฝากกระเป๋าด้วย


จากนั้นก็ลงบันไดเลื่อนไปรอรถไฟที่ชานชาลาได้เลย


คราวนี้เข้าไปดูด้านในรถไฟกันค่ะ ที่นั่งสำหรับชั้นปกติจะแบ่งเป็นสองฝั่ง เป็นเบาะคู่เหมือน KTX เลย 


แต่ที่นั่งจะปรับเอนได้น้อยกว่า KTX เล็กน้อย และที่ใต้เก้าอี้ ก็มีเต้าเสียบปลั๊กด้วย ขนาดไฟ 220V


ส่วนที่นั่งในชั้น Suit ก็จะนั่งสบายกว่า และเป็นส่วนตัวกว่า และมากับราคาที่แพงกว่าด้วย


สำหรับที่วางกระเป๋าเดินทางนั้น บนรถไฟทั้ง SRT และ KTX จะมีที่วางกระเป๋าอยู่ตรงระหว่างโบกี้ เป็นพื้นที่สาธารณะที่ใครจะวางก็ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าใครต้องแบกกระเป๋าเดินทางไปด้วย ก็ต้องมาช่วงชิงพื้นที่ตรงนี้กันสักนิดค่ะ 


และบนรถไฟก็มีตู้ขายน้ำอัตโนมัติเช่นเดียวกัน ใครหิวน้ำก็มาจัดได้



สุดท้ายกับบริการดีๆ บนรถไฟ SRT นี้ก็คือ บริการ Free Wi-Fi ค่ะ สามารถค้นหาสัญญาณ Wi-Fi ในโทรศัพท์มือถือได้เลย โดนเลือกที่ชื่อสัญญาณ "SRT-WiFi" จากนั้นคลิกที่ปุ่มด้านล่างสีน้ำเงิน เท่านี้ก็จะเชื่อมต่อและใช้งานได้แล้วล่ะค่ะ ส่วนสัญญาณ เห็นเขาว่าดีไม่มีปัญหา แต่อาจจะมีจุดอับสัญญาณในบางช่วง เช่น อยู่ในอุโมงค์รึกลางเขา อะไรแบบนี้ค่ะ (KTX ก็เช่นกัน) ถือว่าถ้าใช้งานปกติทั่วไป ก็ใช้ได้ แต่ไม่เหมาะสำหรับการดูหนังหรือเล่นเกมส์เท่าไหร่ค่ะ



ใครที่จะลองใช้บริการรถไฟความเร็วสูง SRT กันบ้าง ก็ไม่ยากเกินไปใช่มั้ยคะ ต้องบอกว่าประเทศเกาหลีเขามีการพัฒนาระบบคมนาคมอยู่เรื่อยๆ และมักจะมีขนส่งสาธารณะใหม่ๆ มาอำนวยความสะดวกให้กับคนเกาหลีเองและนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ กันเสมอๆ เลยล่ะค่ะ ลองหาโอกาสนั่งรถไฟความเร็วสูงที่เกาหลีดูสักครั้ง รับรองจะติดใจ เริ่มที่ SRT นี่เลย ^^

**รถไฟนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับบัตร KR PASS ได้


Credit : ข้อมูลและภาพประกอบจาก seoulnavi.com

เทศกาลฤดูหนาว : Inje Icefish Festival


กลับมาแล้วกับเทศกาลตกปลาน้ำแข็งสุดยิ่งใหญ่ Inje Icefish Festival (인제 빙어축제) ที่เมืองอินเจ จังหวัดคังวอนโด ในปี 2017 นี้กลับมาพร้อมกับกิจกรรมสนุกสนานมากมายเลยล่ะค่ะ ปีนี้จัดเป็นปีที่ 17 แล้ว ยาวนานทีเดียว


งานเทศกาลประจำปีที่จัดขึ้นที่ทะเลสาบโซยางโฮ เมืองอินเจ ซึ่งเทศกาลนี้ นอกจากจะมีกิจกรรมหลักคือตกปลาน้ำแข็งแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจมากมาย เช่น โบว์ลิ่งมนุษย์บนน้ำแข็ง, ฟุตบอลน้ำแข็ง, การแข่งขันกินปลา, เลื่อนน้ำแข็ง, เลื่อนหิมะ, Ice Sliding และ Ice Race Walking เป็นต้นค่ะ





ซึ่งในวันแรกของงาน ก็จะมีพิธีเปิดงานด้วยการแสดงต่างๆ บนเวทีด้วยนะคะ ทั้งการแสดงพื้นบ้าน และดนตรี เวลา 17:00-17:30



และมีการแสดงดอกไม้ไฟปิดท้ายด้วย เวลา 17:30-17:40 ค่ะ



Management : Inje Foundation for Arts and Culture
Period : 21-30 January 2017
Place : Injedaegyo Bridge
Admission : แล้วแต่กิจกรรม เริ่มที่ 3000 วอน
How to go : จากโซล ขึ้นรถบัสที่ Dong Seoul Bus Terminal ไปลงที่ Inje Bus Terminal (인제) *รถบัสมี 27 รอบต่อวัน ค่ารถเที่ยวละ 13000 วอน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง 11 นาที  และจาก Inje Bus Terminal นั่งแท็กซี่ หรือ Shuttle Bus ไปยังสถานที่จัดงาน ใช้เวลาประมาณ 10 นาที


Credit : ข้อมูลและภาพประกอบจาก visitkorea.or.kr, injefestival.co.kr

13 มกราคม 2560

สนุกกับเลื่อนหิมะที่ Children's Center Sledding Hill


อีกหนึ่งสถานที่สุดสนุกสำหรับฤดูหนาวนี้ ที่เดินทางไม่ไกลเพราะอยู่ในโซลนี่เองค่ะ ไปสนุกกับเลื่อนหิมะที่ Children's Center Sledding Hill กัน


เทศกาลนี้จัดที่บริเวณ Children's Center ภายในสวนสาธารณะ Children's Grand Park ค่ะ ซึ่งเมื่อถึงช่วงฤดูหนาวที่นี่จะกลายเป็นสวนสนุกขนาดย่อมๆ ที่เต็มไปด้วยกิจกรรมมากมาย อาทิ ลากเลื่อนหิมะ ตกปลาน้ำแข็ง นิทรรศการ และเกมส์พื้นบ้าน ที่ล้วนแล้วแต่เหมาะแก่การมาเที่ยวเล่นพักผ่อนมากๆ เลยล่ะค่ะ ซึ่งหากไปที่นั่นแล้ว ก็จะพบเห็นครอบครัวพากันมาเที่ยวกันเต็มไปหมดเลยล่ะ หากใครอยากตามไปเที่ยวบ้าง ในปี 2016-2017 นี้ งานจะมี ตั้งแต่ 17 ธันวาคม 2016 - 19 กุมภาพันธ์ 2017 ค่ะ






Address : 441, Gwangnaru-ro, Gwangjin-gu, Seoul  
Tel : 02-444-6377 ถึง 8
Open from : 10:00-17:00
Admission : 10000 วอน (รวมทุกกิจกรรม)
How to go : รถไฟใต้ดินสาย 7 สีเขียวขี้ม้า ลงสถานี Children's Grand Park ทางออกที่ 2

Map คลิกที่ภาพเพื่อขยาย













Credit : ข้อมูลและภาพประกอบจาก visitkorea.or.kr, sselmaejang.com

9 มกราคม 2560

พาเที่ยวจินแฮ ชมเทศกาลซากุระช่วงฟูลบลูม


ฮัลโหลววววววค่ะมิตรรักแฟนเพลง ขอประเดิมเอนทรี่แรกของปี 2560 ด้วยการพาเที่ยวกันค่ะ หลังจากที่ครั้งก่อน มินและเพื่อนได้ไปเที่ยวเทศกาลซากุระที่จินแฮกันมา แล้วก็พบกับความเฟลขั้นรุนแรง เนื่องจากไปเอาวันสุดท้ายที่จัดงาน (10 เมษายน 58) ทำให้ไปถึงแล้วนั้น ก็พบกับ......ซากุระที่ร่วงจะหมดแล้ว ฮืออออออ (ดูรีวิวความเฟลได้ที่นี่) พอกลับมาก็เลยตั้งใจแน่วแน่ว่า จะต้องกลับไปซ่อมใหม่ให้ได้! คราวนี้เลือกไปวันแรกของงานกันเลยค่ะ (1 เมษายน 59) เอาซี้!!! ไม่ทันให้รู้ไป และเมื่อเท้าเหยียบเมืองชางวอน ก็ได้พบกับความสวยงามแบบสุดๆ เพราะมาถึงในตอนที่ซากุระฟูลบลูมเต็มที่พอดี อย่างพีค!! สวยไม่สวยดูรูปประกอบด้านล่างได้เลย (ฝีมือการถ่ายรูปได้เท่านี้จริงๆ >.<) เพราะฉะนั้น มินจะเอามารีวิวให้ชมกันแบบจุใจไปเลย เผื่อปีนี้ใครจะตามไปชมกันบ้างค่ะ



หากใครไม่รู้วิธีการเดินทางไปยังจินแฮนั้น สามารถอ่านรีวิวครั้งที่แล้วได้เลย (คลิก) เพราะมินเขียนไว้อย่างละเอียดยิ๊บ ซึ่งวิธีที่สะดวกที่สุดก็คือการเดินทางด้วยรถไฟ KTX นั่นเอง และแนะนำให้จองบัตร KR PASS ไปจากไทยด้วย เพื่อความประหยัดยิ่งขึ้นค่ะ

** อ่านวิธีจองบัตร KR PASS
** อ่านขั้นตอนการรับบัตร KR PASS และแลกตั๋วรถไฟ KTX

บัตร KR PASS

หลังจากมินนั่งรถไฟ KTX มาถึงสถานี Masan แล้วนั้น ด้วยเพราะวันนี้เป็นเทศกาลวันแรก จึงทำให้มีเพื่อนร่วมทางเยอะ มินเลยเดินตามๆ เขาไป เพื่อไปขึ้นรถเมล์ที่อยู่หน้าสถานีเลย รถเมล์นี้จะพาเราไปถึงยังสถานที่จัดงานเลยล่ะค่ะ ใช้เวลาราวๆ 45 นาที (มีสาย 160, 162, 760) ค่ารถแล้วแต่สาย อยู่ที่ 1250-1750 วอน สามารถใช้บัตรทีมันนี่แปะจ่ายได้เลยค่ะ ใครที่กลัวลงไม่ถูก ก็ลงตามๆ เขาไป เดินตามๆ เขาไป ง่ายสุดค่ะ แต่ถ้าใครอยากสบายกว่า (เพราะรถเมล์คนจะเยอะมากกกกกกกก) ก็แนะนำแท็กซี่ค่ะ มาหลายคนหารกันก็คุ้มอยู่ ประมาณ 12000-15000 วอน แล้วแต่สภาพการจราจร ใช้เวลาครึ่งชม.ได้ค่ะ


และแล้วก็มาถึงจินแฮแล้วค่าาาาาา แม้ว่าจะยืนจนเมื่อยก็ตามที >.< ด้วยความที่มินเคยมาแล้วครั้งนึง ก็เลยยังพอจำทางเดินได้ ก็เดินมาจนมาถึงบริเวณที่จัดงานค่ะ นั่นก็คือวงเวียนชุงวอนค่ะ จะเห็นว่ามีทั้งเวทีจัดงาน และสไลเดอร์ บ้านลม ไว้สำหรับเด็กๆ ค่ะ



และในถนนตรงวงเวียนก็จะเต็มไปด้วย ซุ้มอาหาร ขนม และเครื่องดื่มมากมาย สายกินเดินเพลินเลยล่ะ



ซื้อขนมไข่มาอัน ไม่อร่อยเลยอ่ะ แข็ง และฝืดคอมาก


บางร้านที่ขายอาหารแบบกินจริงจัง ก็จะมีโต๊ะนั่งแบบนี้ ได้อารมณ์งานวัดบ้านเราเลยแหละ


มองไปข้างหน้าก็จะมีรถรางโมโนเรล สำหรับขึ้นไปยังสวนสาธารณะแจฮวางซานอีกด้วย หรือใครฟิตจะเดินขึ้นบันไดไปก็ได้ แต่มินไม่ได้ขึ้นไปค่ะ ขี้เกียจล้วนๆ



ออกไปเดินดูซากุระตามถนนแทนดีกว่า สวยงามไม่แพ้กัน





อันนี้เป็นรูปปั้นทหารญี่ปุ่นกับชาวเกาหลีค่ะ (แต่ไม่รู้ความหมายนะคะ มินไม่ได้อ่านที่เขียนไว้) รู้แค่ว่าที่เมืองจินแฮนี้ ในอดีตเคยเป็นเมืองท่าที่มีฐานทัพเรือตั้งอยู่ และถูกยึดโดยทหารญี่ปุ่นเมื่อครั้งยึดครองเกาหลี และต้นซากุระที่เห็นในเมืองนี้ ก็คือต้นซากุระแท้ๆ ที่มาจากญี่ปุ่น ที่ทหารญี่ปุ่นนำมาปลูกไว้นั่นเองค่ะ


เดินไปเดินมา ก็ชวนกันไปยังจุดที่สวยที่สุดของที่นี่กัน นั่นก็คือบริเวณคลองยอชวาชอนกันค่ะ ไม่ต้องกลัวหาไม่เจอนะคะ เดินตามฝูงชนไปได้เลย จะลอดใต้สะพานนี้ไปค่ะ


พอโผล่มาก็เจอฟู้ดทรัคมากมาย ใครมาเที่ยวไม่ต้องกลัวหิวเลย อาหารการกินพร้อม เพราะปีนึงที่นี่จะคึกคักครั้งนึงก็ช่วงเทศกาลนี่แหละค่ะ เรียกได้ว่าเป็นสิบวันนาทีทองเลยล่ะ



และแน่นอนเมื่อมาถึงจุดที่สวยที่สุด ก็จะต้องเต็มไปด้วยผู้คน! ด้วยเพราะวันนี้เป็นวันแรกของเทศกาลด้วย คนก็เลยเยอะแบบสุดๆ 90% คือคนเกาหลี อีก 10% คือชาวต่างชาติ เพราะงานนี้จัดว่าเป็นเทศกาลชมซากุระที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ที่ใครๆ ก็อยากมาชม


แต่เราก็ไม่ย่อท้อค่ะ คนเยอะก็ไม่กลัว เพราะความสวยของซากุระก็ไม่ได้น้อยลงเลย แค่อาจจะหามุมถ่ายรูปยากนิดนึงที่จะให้ไม่ติดคน ต้องรอจังหวะดีๆ คราวนี้ตามมินไปดูรูปซากุระแบบรัวๆ กันเลยค่ะ









สะพานยาวมากกกก มินก็เดินตามทางไปเรื่อยๆ และถ่ายรูปไปตลอดทางเลย เพลิดเพลินมาก ไม่ว่าจะมุมไหน จุดไหน ก็สวยไปหมดเลยอ่ะ แตกต่างจากที่เคยมาครั้งก่อนมาก น้ำตาจะไหล ดีใจเหลือเกิน






ที่นี่เขาจะตกแต่งสวยงาม ซึ่งจะเปลี่ยนรูปแบบไปทุกปี ทำให้รูปที่ถ่ายออกมาดูสวยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะบริเวณที่มีร่ม (น่าจะเปลี่ยนสีร่มทุกปี) จะถ่ายรูปสวยมากๆ เลย แนะนำจุดนี้ว่าห้ามพลาดจริงๆ







รวมไปถึงบริเวณรอบๆ ก็เต็มไปด้วยดอกซากุระค่ะ วันที่มินไปแม้จะเป็นวันแรกของเทศกาล แต่โชคดีมากที่เป็นช่วงพีคฟูลบลูมพอดี เลยได้รูปสวยๆ กลับมาเยอะเลย






และที่บริเวณคลองนี้ ยังมีสัญญาณ WiFi ฟรีอีกด้วยนะ เริ่ดมาก ถ่ายรูปสวยๆ พร้อมเช็คอินอวดเพื่อนฝูงได้เลย


มินใช้เวลาเดินเล่นถ่ายรูปชมความสวยงามของดอกซากุระอยู่ที่นี่นานหลายชั่วโมงเลยล่ะค่ะ จนเริ่มจะเย็นก็เลยคิดว่าจะไปอีกที่ที่เคยอยากไปมากๆ นั่นก็คือที่สถานีรถไฟคยองฮวา ตามมินไปชมกันต่อ มินเดินย้อนจากคลองมายังหน้าสถานีรถไฟจินแฮ แล้วข้ามถนนไปรอรถเมล์ฝั่งตรงข้าม ขึ้นรถเมล์สาย 307, 315, 315-1, 315-2 หรือ 315-3 นั่งไป 9 ป้ายลงที่ป้าย Gyeonghwa Station (경화역) เลย ค่ารถจ่ายด้วยทีมันนี่ 1250 วอนค่ะ พอลงรถมาแล้ว ก็รอข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามแบบนี้ บริเวณสถานีรถไฟคยองฮวา ก็คือตรงซุ้มโดมสีเขียวในภาพนั่นเอง หรือใครจะเรียกแท็กซี่มาก็ได้ ค่ารถประมาณ 4000 วอนค่ะ ไม่ไกลกันสัก 10 นาทีได้ แต่ถ้ามารถเมล์จะใช้เวลานานกว่าค่ะ


เดินมาถึงแล้ว ก็จะเจอบริเวณที่นักท่องเที่ยวนิยมมาชมค่ะ ต้องบอกว่าไม่ค่อยสวย และสวยสู้ที่คลองไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าเพราะตรงนี้เริ่มร่วงไปบ้างแล้วรึเปล่านะคะ ส่วนรถไฟที่จะวิ่งผ่าน อันนี้มินไม่รู้จริงๆ ว่ายังมีอยู่มั้ย เพราะตอนที่ไป เห็นรถไฟจอดอยู่เฉยๆ


อันนี้คือบริเวณต้นซากุระรอบๆ ก็พอจะมีที่สวยบ้าง แต่น้อยค่ะ ถ้าถามมินแล้ว มินคิดว่าไม่ต้องมาก็ยังได้ เพราะไม่ใช่แค่มันไม่ค่อยสวย (อย่างที่คิด) แต่ขากลับไปสถานีรถไฟมาซาน เพื่อนั่งรถไฟ KTX กลับโซลนั้น มันหารถกลับยากมากกกกกกกก คือรถเมล์น่ะเยอะ แต่คนแน่นทะลักทุกคัน แท็กซี่ก็เต็มทุกคัน คนแย่งกันขึ้นรถ แย่งกันกลับ เป็นการรอรถที่ทรมานและลุ้นมาก เพราะกลัวว่าจะกลับไปขึ้นรถไฟไม่ทันเที่ยวสุดท้าย มีหวังได้นอนที่สถานี กว่ามินจะได้ขึ้นรถเมล์ก็ปาไปเป็นชั่วโมงเลยค่ะ มินเลือกนั่งรถเมล์สายเดิมกลับไปที่เดิมคือลงที่สถานีจินแฮ (Jinhae Station) ก่อน แล้วถึงต่อแท็กซี่ไปสถานีมาซาน (Masan Station) อีกที เพราะน่าจะสะดวกและหารถง่ายกว่า



สุดท้ายมินก็มาถึงสถานีมาซานจนได้ ในเวลาเกือบสองทุ่ม! เพราะรถติดทีเดียว กว่าจะมาถึงก็ร่วมชั่วโมง โดนค่าแท็กซี่ไป 16000 วอน แลกกลับการไม่ต้องเสี่ยงรอรถเมล์เดี๋ยวตกรถไฟขบวนสุดท้ายแย่เลย (รถไฟขบวนสุดท้ายคือ 21:50 ค่ะ) นี่คือความสะดวกของการใช้บัตร KR PASS ค่ะ เพราะไม่ต้องจองตั๋วล่วงหน้า มาถึงตอนไหน แลกตั๋วขึ้นตอนนั้นได้เลย ถ้ามาด้วยตั๋วรถไฟ KTX ธรรมดา จองเวลากลับมาจากบ้าน แล้วมาไม่ทัน ต้องตีตั๋วใหม่ เสียตังใหม่อีก เพราะฉะนั้น แนะนำแรงๆ สำหรับคนที่จะมาเที่ยว ซื้อ KR PASS ดีที่สุดค่ะ (สำหรับคนมาเช้าเย็นกลับ) สรุปคือ มินและเพื่อนได้ขึ้นรถไฟเที่ยว 20:27 และจะถึงโซล 23:18 นอนยาวไปค่ะ


เป็นยังไงบ้างคะ มินพาเที่ยวพาชมซากุระที่จินแฮแล้ว อยากจะไปดูด้วยตาตัวเองกันบ้างรึเปล่า ถ้าใครอยากไปบ้าง งานเทศกาลเขามีวันที่ 1-10 เมษายน ทุกปีนะคะ แนะนำให้มาวันแรกๆ ชัวร์สุด เพราะถ้ามาวันท้ายๆ คนน้อยก็จริง แต่ดอกซากุระอาจจะเริ่มร่วงหมดแล้ว จะมาเสียเที่ยวเปล่าๆ จ้า สุดท้าย ขอทิ้งท้ายรูปตัวเองนิดนึง เพื่อเป็นสักขีพยานว่า "ได้มาจินแฮตอนซากุระบานแล้วววววววว"